[Novel] Agaligo : Misery of Happiness #1
posted on 13 May 2011 15:16 by mo2agaligoข้อตกลงในการเข้ามาอ่านบลอค
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยความเคารพ
หากมีปัญหาทางการมองเห็น สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านท่าน
สรุปข้อสำคัญดังนี้
1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมและเกิดความขัดแย้ง
3.ห้ามนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพไปโพสที่อื่นๆหรือทำการดัดแปลงรูปแบบ ข้อความใดๆ โดยไม่ได้ติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อน
Agaligo : Misery of Happiness
ตอนที่ 1
เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเก่าโทรมของเจ้าของในอพาร์ทเม้นต์เจ ถูกเร่งขึ้นเล็กน้อย เมื่อผู้ฟังรู้สึกถูกใจกับเพลงที่กำลังเปิด มือนวลลำเลียงหนังสือเรียนของตนเองลงในกล่องที่เตรียมสำหรับขนย้ายอย่างถนอม ก่อนจะกวาดตาขึ้นมองชั้นวางหนังสือของตนเองและห้องที่พักอาศัยมานานปี ที่บัดนี้โล่งไปถนัดตา กำหนดย้ายออกของไตติลาผู้เป็นเจ้าของห้องใกล้เข้ามาแล้ว เขาจึงทยอยเก็บของบางอย่างใส่กล่อง เพื่อให้วันขนย้ายสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นรวดเร็ว ทั้งที่ที่พักใหม่ ด้อยกว่าที่เดิมนี้ไปเสียเกือบทุกอย่าง แต่ในความรู้สึกไตติลานั้น บางอย่างในใจเขามันรุ่มร้อง เสียจนทนอยู่ไม่ได้ ไตติลาสะดุ้งสุดตัว เมื่อโทรศัพท์มือถือของเขาสั่นอยู่บนหน้าขา
“ครับ?”
“คุณไตติลาหรือครับ? ผมคมิกนะครับ?” ไตติลานิ่งคิดอยู่อึดใจ ว่าเจ้าของชื่อคมิกนี้เป็นใคร
“อ้อ คุณมิก ว่าไงครับ?”
“ตกลงวันที่ผมจะย้ายเข้าคือ วันที่ XX เดือน XX ครับ คิดว่าจะจ้างบริษัทขนย้าย น่าจะเริ่มขนของกันตั้งแต่สิบโมงเลย”
“อ้อ..ครับ ได้ครับไม่มีปัญหา”
“เอ่อ คุณติลาครับผมถามได้หรือเปล่า?” ไตติลายิ้มขันให้ตัวเอง เมื่อปลายสายทำเสียงคล้ายไม่มั่นใจ
“ถามอะไรครับ?”
“...ทำไมถึงย้ายออกละครับ ดูๆไปแล้วก็ออกจะอยู่ใกล้ที่เรียน อาหารการกินพร้อม ค่าเช่าก็ไม่แพง เพื่อนบ้านก็ดี” ไตติลานิ่งงันไปอึดใจ คนที่ปลายสายอาจจะรู้สึกได้ถึงอาการนั้นจึงรีบเอ่ยออกมา
“ถ้าไม่สะดวกจะตอบก็ไม่เป็นไรครับ? ผมก็สอดรู้ไปอย่างนั้นๆเอง” น้ำเสียงแจ่มใสที่ปลายสายทำให้ไตติลาแย้มรอยยิ้มออกมาได้ ดูท่าแล้ว หนุ่มน้อยคมิกคนนี้ คงเป็นคนร่าเริงแจ่มใสจนน่าอิจฉาเสียกระมัง
“ที่ย้ายออก เพราะอยากขยับไปอยู่อีกที่ ให้ใกล้ขึ้นอีกเท่านั้นแหล่ะครับ”
“อ้อครับ จะส่งเช็คไปภายในสามวันนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ”
ไตติลาจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เจอกัน คมิกเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าราวสามสี่ปี ร่าเริงแจ่มใส จนไม่แปลกใจว่าคงมีฉายาเป็นตัวการ์ตูนได้ไม่ยาก ไตติลาคิดอย่างขบขันว่า บางทีเจ้าตัวอาจจะมีฉายาว่า มิกกี้เม้าส์ก็เป็นได้
ไตติลาส่ายหัวให้กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง ก่อนจะยกลังบรรจุหนังสือเรียนไปวางรวมไว้กับกล่องใบอื่นๆ ที่มุมหนึ่งของห้อง
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
หากสัปดาห์ใดที่ไตติลาพอจะมีเวลาว่าง เขามักขับรถไปตามที่ต่างๆ มากกว่าการอุดอู้อยู่ในห้องพัก บ้างก็ไปร้านหนังสือ เดินตลาดจีน หรือห้างสรรพสินค้า แต่แหล่งที่ไปบ่อยที่สุดคือวัด แม้จะอยู่ในต่างแดน สายๆของวันพักผ่อนปลายสัปดาห์เช่นนี้คนกลับพลุกพล่าน เสียงพูดคุยกันด้วยภาษาที่ไตติลาคุ้นหูดังอยู่ไกลๆ เขาไม่ใช่คนที่รู้จักใครมากมาย จึงหลบไปทำบุญกราบพระอย่างเงียบๆ
ไตติลาฟังคำกล่าวกรวดน้ำของหลวงพ่อพลางมองสายน้ำที่ไหลลงจากปากขวดพลาสติกเล็กๆลงในถ้วยขาวสะอาด สายน้ำที่ไหลสู่ถ้วยใบน้อยนี้ สื่อความหมายชัดเจน ว่าจะไม่มีการกลับคืน เหมือนสายน้ำที่จะไม่ไหลย้อนกลับ
“ตั้งแต่กลับมาจากเยี่ยมบ้าน แกมาวัดบ่อยขึ้นเยอะเลยนะ” แหม่มเอ่ยขึ้น ขณะที่ไตติลาก้มลงผูกเชือกรองเท้า
“ไม่เห็นจะแปลก”
“มีอะไรกังวลใจหรือเปล่า?” เพื่อนสาวถามอย่างเป็นห่วง ไตติลามักไม่ค่อยบอกเล่าเรื่องของตัวเองให้ใครฟังมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่นำพาความลำบากใจมาสู่คนฟัง
“ไม่หรอก ทำบุญเยอะๆจะได้หายซวยไง” ไตติลาพูดทีเล่นทีจริง แหม่มจึงยิ้มคลายใจ
“เดี๋ยวมานะ” ไตติลาประคองถ้วยใส่น้ำเล็กๆนั้นไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะเดินไปหาต้นไม้ใหญ่
“เอ่อ ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไร?” เสียงใครคนหนึ่งที่ไตติลาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักดังขึ้นจากด้านหลัง ไตติลาทาน้ำจากถ้วยใส่โคนต้นไม้ใหญ่ช้าๆ ทอดสายตามองจนหยดสุดท้าย จึงจะเหลือบมองเจ้าของเสียง
“ว่าไงครับ?” จากสำเนียงที่พูด ไตติลาก็พอจะบอกได้ว่าไม่ใช่คนไทย อย่างมากก็เพียงครึ่ง
“ผมไม่คิดว่าเรารู้จักกัน”
“ผมพยายามจะทำความรู้จักคุณอยู่ไงครับ” ไตติลาเพียงแต่ทอดสายตาลงมองพื้นครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสบ
“ผมไม่ชอบลูกครึ่ง ขอโทษด้วยครับ” ไตติลายิ้มบางๆ ก่อนจะเดินจากมา
“เฮ้ย คนรู้จักหรอ?” แหม่มถามอย่างอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“เปล่า”
“แหม ฮอตแม้แต่ในวัด” เพื่อนสาวออกปากแซว ทำให้ไตติลายิ้มขันออกมาได้
“ไปเถอะ ไปหยิบหนังสือพิมพ์ไทยสักฉบับแล้วก็ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวจะสาย” แหม่มอาสาจะเดินไปรับหนังสือพิมพ์ ทิ้งให้เขายืนรอพักหนึ่งจึงกลับมา
“แก เขาก็ดูน่ารักดีนี่” แหม่มเปิดประเด็นหนุ่มลูกครึ่งที่เข้ามาแอบจีบเพื่อนเธอ ในมือมีหนังสือพิมพ์ไทยสองฉบับ หนึ่งในนั้นมีรอยปากกาขีดเป็นหมายเลข พร้อมกับคำสั้นๆ ‘Call me’
“ก็เห็นพูดอย่างนี่ทุกคน ไม่เห็นจะดีสักคน” ไตติลาส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนจะยิ้มขบขันให้เพื่อนสาว
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ไตติลาใช้เวลาช่วงบ่ายถึงดึกไปกับการทำงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่น ทว่าไฟในอพาร์ทเม้นต์เจยังสว่าง รูมเมตของไตติลาหนึ่งในสองคนที่เป็นคนทำงานแล้ว ส่งข้อความมาหาเขาเมื่อตอนบ่ายว่าคืนนี้มีเรื่องจะพูดกัน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกไตติลาว่า ต้องไม่ใช่เรื่องดี เมื่อไตติลาเปิดประตูเข้าไป พบว่ารูมเมตคนดังกล่าวนั่งรออยู่ที่โซฟา
“ไง” ไตติลาทัก
“มาแล้วหรือ นึกว่าจะกลับช้ากว่านี้นะนี่” รูมเมตของไตติลาเอ่ยปากขึ้น เชื้อเชิญให้ไตติลานั่งที่เก้าอี้เสียก่อน
“ติลารู้ใช่ไหม ว่าคดีของผมยังไม่เรียบร้อยดี” ไตติลาครางรับในคอ ดูท่า..ลางสังหรณ์ของไตติลาจะแม่นยำ
“ติลาจะว่ายังไง ถ้าผมจะขอย้ายออก เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหม ไหนจะโดนปรับ แถมยังโดนยึดใบขับขี่ด้วย”
“อืม ก็คดีเมาแล้วขับนี่นะ”
“อยู่ถึงสิ้นเดือนได้ไหม เพราะผมเองก็กำลังจะย้ายในอีกสองสัปดาห์นี้แล้ว ชื่อเจ้าของห้องจะเป็นของคนที่เข้ามาอยู่แทนน่ะ” ไตติลาพยายามต่อรอง เพราะตัวเขาเอง ก็กำลังจะจากไปเช่นกัน อย่างน้อย เขาจะได้ไปเสียจากที่นี่ยังไม่ต้องมีภาระอะไร
“อยากจะย้ายให้เร็วที่สุดน่ะ เร็วๆนี้ศาลก็จะเรียกตัวอีกแล้ว”
“ตามสัญญาเดิมคือ ถ้าออกโดยไม่แจ้งก่อนเดือนนึง จะโดนปรับนะ คิดๆแล้วก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ คิดดูให้ดีก่อนดีกว่าไหม?” ไตติลาทอดสายตามองรูมเมตของเขาอย่างเฉื่อยชา เบื่อหน่าย รู้สึกไม่ทุกข์ร้อน ไม่เห็นใจใดๆ
“แต่ถ้าคุณยืนยันจะออกก่อน ก็คงต้องยอมจ่ายค่าปรับนะ เพราะไม่อย่างนั้น คงจะไม่แฟร์กับทั้งผมและวิตโตลิโอ ที่ต้องออกส่วนของคุณ จนกว่าจะหาคนมาอยู่ใหม่ได้”รูมเมตของเขานิ่งคิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะยอมตอบตกลงในที่สุด
“ได้ พรุ่งนี้จะเขียนเช็คไว้ให้” ไตติลากล่าวขอบใจด้วยเสียงแผ่วเบา
กว่าไตติลาจะกลับเข้าห้องตัวเองก็ดึกมากแล้ว เขาเหลือบสายตามองนาฬิกา บอกเวลาล่วงเข้าวันใหม่ไปเกือบสองชั่วโมงแล้วพลางคำนวณเวลานอนคร่าวๆ เจ้าของเตียงกราบพระสวดมนต์สองสามบทสั้นๆก่อนจะปิดไฟและล้มตัวลงนอน ทอดสายตามองเพดานอย่างเงียบๆ มือข้างหนึ่งแตะลงบนแหวนหยกแดงที่ตนสวมพลางหมุนเล่นเบาๆ ความรู้สึกเดิมๆวนเวียนกลับมาหา เหนื่อย เบื่อ เฉื่อยชา จนบางคราวก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตนเองเหมือนคนที่ห่างไกลจากความสุขออกไปทุกที
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ไตติลาออกไปทำงานกะบ่ายในวันนี้ ร้านอาหารในช่วงใกล้วันหยุดยาวมักจะค่อนข้างครึกครื้น ไตติลาส่งยิ้มให้แหม่มที่รับออเดอร์ที่โต๊ะใกล้ๆกัน ก่อนจะนำอาหารไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามหมายเลข แล้วเดินกลับมาหลังเคาเตอร์อีกครั้ง แหม่มเดินยิ้มตามมา แวะวางออเดอร์ครู่งหนึ่ง ก่อนจะช่วยกันฉีกหลอดพลาสติกออกจากซองกระดาษ โดยเหลือบางส่วนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกตัวหลอดโดยตรง
“ได้โทรหาไอ้หนุ่มลูกครึ่งหรือเปล่าล่ะ?” แหม่มเปิดประเด็นพลางส่งสายตาล้อเลียน
“ครึ่งไหน?” ไตติลาว่า เพื่อนสาวทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ
“ครึ่งบกครึ่งน้ำมั้งนั่น ที่วัดไทยไง”
“อ้อ ไม่ล่ะ เทอมหน้าลงอะไรไปบ้าง?” ไตติลาถามพลางเสียบหลอดที่แกะแล้วลงในเหยือกน้ำเก่าๆ
“ไมโคร แกล่ะ?”
“เคมี กับอีกหลายๆตัว”
“อืม สู้ๆนะแก เขาว่าอิตาโปรเฟสเซอร์สอนเคมีแกเหี้ยน เอ๊ะ แกนี่อย่าพาออกนอกเรื่องได้ไหม ตะกี้ถึงไหนแล้ว?”
“ถึงโปรเฟสเซอร์” ไตติลาตอบหน้าตาย แหม่มมองค้อนเข้าให้วงใหญ่
“เขาก็ออกจะน่ารักดีอยู่นะ น่าอิจฉาแกจริงๆ มีแต่คนหน้าตาดีอยากจะมาติดพัน” ไตติลาเพียงแต่รับฟังเพื่อนสาวพ้อ พลางทำงานต่อไปเงียบๆ หลายอึดใจจึงเอ่ยออกมาเบาๆ
“เราไม่ชอบลูกครึ่งหรอก”
“แหม พูดถึงลูกครึ่งลูกครึ่งก็มา” แหม่มพูดก่อนจะทำปากยื่นให้หันไปดูประตูร้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินไปนั่งที่โต๊ะริมกระจกหน้าร้าน ไตติลาถูกแหม่มยัดเยียดให้เข้าไปรับออเดอร์
“อ้าว สวัสดีไตติลา” ดวงหน้าคมสันมีเค้าของสายเลือดตะวันตกและตะวันออกส่งยิ้มกว้างขวางให้
“สมิทธิ์” เจ้าของชื่อยิ้มกว้างขึ้น ไตติลาจ้องมองใบหน้านั้นพลางลอบพิจารณาอยู่ในใจเงียบๆ
“ทำงานร้านนี้หรือ?”
“ใช่ รับอะไรดี” ไตติลาตัดบท ขยับปากกาในมืออย่างจงใจ ลูกค้าจึงต้องสั่งอาหารสองสามอย่าง ไตติลาทวนรายการเร็วปรื๋อ ก่อนจะเดินกลับไปที่ครัว เขาพยายามหาทางให้คนอื่นเป็นคนรับอาหารไปเสิร์ฟแทนแต่ไม่มีใครว่าง จึงจำใจต้องไปเสียเอง
“ขอบใจ” สมิทธิ์กล่าวเบาๆ ไตติลาใช้เวลาพิจารณาดวงหน้านั้นอีกครั้ง
“รายการอาหารครบถ้วนดีนะครับ” ไตติลากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ ดวงตาสีเฮเซิลนั้นมองสบกลับมานิ่ง ไม่นานไตติลาก็เป็นฝ่ายหลบสายตา และเตรียมจะพละจากไป
“เจอกันเปิดเทอมนะ” ไตติลาได้ยินทว่าไม่ตอบรับใดๆ
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ไตติลากำลังพยายามจดจ่ออยู่กับเหล่าบลอคโคลี่สีเขียวสดที่กำลังถูกผัดในกระทะ เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้วจึงตักขึ้นใส่จาน และแบ่งอีกส่วนในกล่องพลาสติกสำหรับเก็บถนอมอาหารไว้ วันนี้ไตติลากลับบ้านค่อนข้างเร็ว จึงแวะตลาดจีนซื้อของสดมาตุนไว้ เขานั่งลงที่โต๊ะทานข้าว ก่อนจะทอดสายตามองกลับเข้าไปในครัว
’แน่ะ ยิ้มอะไรคนเดียวครับ?’ ใครคนหนึ่งเคยถามเขาอย่างนั้น ขณะสวมผ้ากันเปื้อนที่คล้ายกับผืนโปรดของเขาอยู่กับตัว
‘ผ้ากันเปื้อนน่ารักดีนะครับ’ ไตติลาจำรอยยิ้มเก้อเขินจนเห็นลักยิ้มที่สองข้างแก้มได้แจ่มชัดนัก
‘ติลาชอบหรือ?’
‘ติลาชอบคนใส่’ เขาจำได้คุ้นใจนักว่า ใครอีกคนมีท่าทางอย่างไร เมื่อเขาพูดเช่นนั้น
“เพราะสมิทธิ์แท้ๆเชียว”
ไตติลาบ่นกับตัวเองเบาๆ เมื่อสมิทธิ์ทำให้เขาคิดถึงใครอีกคนมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คิดว่าตนเองทำใจได้มากแล้ว คิดไปว่าเวลาที่ค่อยๆผ่านไปนั้นได้ช่วยบรรเทาให้หัวใจไตติลาคลายทุกข์ ให้ยอมรับความจริงที่ว่าเขาได้สูญเสียคนรักไปอย่างไม่อาจหวนกลับ ไตติลาพยายามแม้แต่จะย้ายออกไปเสียจากอาพาร์ทเม้นต์นี้ ให้ตัวเองได้หย่าขาดจากคิดถึงอันทรมานนี้ได้เสียที แต่ในวันนี้เขาตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้ช่วยอะไร
“ค...คุณดิส” ไตติลาครวญออกมาแผ่วเบาเพียงกระซิบ มือนวลนั้นลูบหน้าผากตนเองเรียกสติ ก่อนจะตักอาหารเข้าปากแล้วกล้ำกลืนลงคอ รสชาติของมัน...จืดชืด
ความเงียบเหงาว้าเหว่ในอพาร์ทเม้นต์เจนี้ กำลังบีบให้หัวใจไตติลาเจ็บปวดซ้ำๆ.....และได้แต่หวังว่าในท้ายที่สุด ก็จะชาชินไปเอง
edit @ 19 May 2011 00:53:04 by MEZZ
edit @ 19 May 2011 00:58:00 by MEZZ