[Novel] Agaligo : Misery of Happiness #2

posted on 08 Jun 2011 01:49 by mo2agaligo

ข้อตกลงในการเข้ามาอ่านบลอค
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยความเคารพ

หากมีปัญหาทางการมองเห็น สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านท่าน

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมและเกิดความขัดแย้ง
3.ห้ามนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพไปโพสที่อื่นๆหรือทำการดัดแปลงรูปแบบ ข้อความใดๆ โดยไม่ได้ติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อน

ตอน ๒

 

                เช้าวันเปิดเรียนยังคงวุ่นวายเสมอ  ไตติลาวนรถมองหาที่จอดกี่รอบแล้วก็จำไม่ได้  ทั้งที่มาก่อนเวลาเรียนเกือบสองชั่วโมง  จนในที่สุดมาโชคเข้าข้างให้ได้ที่จอดจนได้  ไตติลาคว้าสัมภาระเหลือบดูนาฬิกาที่บ่งบอกว่าพอมีเวลาให้แวะเข้าห้องน้ำเช็คสภาพก่อนเข้าห้องเรียนเล็กน้อย  ในห้องเรียนนั้นมีเพื่อนร่วมชั้นอยู่เกือบเต็มแล้ว ไตติลาจึงเลือกที่นั่งกลางๆค่อนไปทางหลังห้องเล็กน้อย

 

“ไง” เสียงหนึ่งทักขึ้น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ถัดไปโดยไม่ถามไถ่ตามมารยาท  สมิทธิ์ยิ้มให้พลางวางเป้ของตนลงกับพื้น ไตติลาเพียงแต่เหลือบมองด้วยหางตาเท่านั้น

 

“นี่ ทักผมหน่อยไม่ได้หรือ?” ดวงหน้าคมสันที่มีส่วนผสมระหว่างตะวันตกและตะวันออกอย่างพอดีนั้นแย้มรอยยิ้มหยอกล้อ

 

“สวัสดี”

 

“แหม่ เย็นชาจัง” สมิทธิ์ทำเสียงอ่อน เมื่อเห็นไตติลายังนิ่งเฉยจึงเปิดประเด็นใหม่

 

“เขาว่าวิชานี้หินสุดๆเลยนะ ได้ข่าวว่าปีที่แล้วตกกันระนาว”

 

“สมิทธิ์” ไตติลาเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา ได้ยินอีกฝ่ายขานรับที่ปลายหูว่า ‘ครับ’ เบาๆ

 

“เงียบสักทีเถอะ” ปลายนิ้วไตติลาชี้ไปที่อาจารย์เดินเข้ามาทางประตูหน้าชั้น เป็นสัญญาณว่าการเรียนการสอนกำลังจะเริ่มขึ้น แหวนหยกแดงที่ไตติลาสวมติดนิ้วต้องประกายแสงไฟเป็นมันปราบ

 

“คนนี้แหล่ะเขาว่าโหดนัก”สมิทธิ์กระซิบ เคลื่อนกายเข้าไปใกล้จนไหล่ชนกับไหล่ไตติลา

 

“ตั้งใจฟังอาจารย์สักที่เถอะน่า” ไตติลาชักจะเหลืออดขึ้นมาบ้าง

 

“ครับๆ” สมิทธิ์ยักไหล่ทั้งสองข้าง ยอมแพ้

 

                ไตติลาฟังอาจารย์ทุกคำพูด  จรดปลายปากกาหลากสีลงบนสมุดโน้ตของตนลากเป็นอักษรตัวเล็กจิ๋วอย่างตั้งใจ  ทั้งที่รู้ว่ามีคนที่นั่งติดกันนี้ ไม่มีสมาธิจดจ่อไปที่หน้าชั้นแม้แต่น้อย สายตาคู่นั้นลอบจับจ้องเขาไม่วางตา ดินสอแท่งสีเหลืองในมืออีกฝ่าย เพียงแต่ถูกจรดลงบนกระดาษโน้ตบ้าง ทว่าไม่เคยลากเป็นตัวอักษร บางคราวก็ถูกคลึงเล่นกับนิ้วเบาๆ

 

“ติลา” สมิทธิ์กระซิบด้วยน้ำเสียงที่แทบไม่หลุดจากลำคอด้วยสำเนียงภาษาอย่างไทย

 

“อะไรอีก”  ไตติลาขมวดคิ้ว เขาไม่อยากจะแบ่งความสนใจไปที่สิ่งอื่นนอกจากการเรียน

 

“คืนพรุ่งนี้ว่างใช่ไหม ผมรู้ว่าคุณชอบชาไข่มุกที่ถนนXX....ผมจะรอที่นั่นตอนสองทุ่มนะ”

 

“ใครว่าจะไป?!”ไตติลาตวัดเสียงห้วนแผ่วเบา แต่คนฟังหัวเราะเบาๆราวกับพอใจ ยิ่งทำให้ไตติลาหัวเสีย

 

“นะครับติลา ผมจะรอ”ไตติลาขมวดคิ้วพลางมองอีกฝ่าย  นึกชังประกายเจิดจ้าในดวงตาสีฮาเซลคู่นั้นเหลือเกิน

 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

 

            ประตูอพาร์ทเม้นต์เจเปิดอ้าไว้  ที่หน้าประตูมีข้าวของมากมายกองไว้ บ่งบอกว่ากำลังมีการขนย้าย รูมเมตคนเดิมของไตติลากำลังจะย้ายออกไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ เขาส่งเสียงทักก่อนจะสืบเท้ายาวๆไปยังห้องของตนเอง  ที่สุดทางเดิน โยนกระเป๋าใบเก่งไว้บนเตียง แล้วออกมาช่วยรูมเมตขนข้าวของ 

 

“เรียนเสร็จแล้วหรอ?” ไตติลาพยักหน้าตอบ ก่อนจะถาม

 

“กล่องนี้ยกไปไว้ข้างล่างเลยไหม?”

 

“ไหวแน่หรือมันหนักเอาการนะ”  ไตติลายิ้มรับ ก่อนจะยกขึ้นมาให้เห็นเป็นขวัญตา ถึงจะไม่ได้รูปร่างบึกบึน แต่ก็เป็นผู้ชายที่มีเรี่ยวแรงบ้าง ไม่ใช่มืออ่อนเท้าอ่อนหยิบจับงานหนักไม่ได้ เขาลอบสงสัยว่าเหตุใดคนส่วนใหญ่ถึงกังขากับเรี่ยวแรงของเขานัก

 

“ว่าไงแหม่ม?”  ไตติลาตอบรับโทรศัพท์ที่ส่งเสียงร้องในกระเป๋ากางเกงของเขา มาหนีบไว้กับไหล่   ก่อนจะยกลังเดินลงไปที่ชั้นล่างอย่างระวัง

 

“ทำไมแกไม่บอกฉัน ว่าเปลี่ยนใจไม่ย้ายบ้านแล้ว?”เสียงแหลมของเพื่อนสาวดังมาจากลำโพงโทรศัพท์ทำให้ไตติลาย่นจมูกเล็กน้อย หวังว่าจะช่วยให้เสียงเจ้าหล่อนเบาลงได้บ้าง

 

“เพิ่งตัดสินใจเอง พอดีรูมเมตเดิมจะออกก่อน  คนใหม่ก็จะมาแล้ว อีกอย่างจะได้เอาเงินไปซื้อรถใหม่แทน ไอ้ขาวมันงอแงเหลือเกิน”

 

“โอ้ย ฉันละอยากจะปิดซอยเลี้ยงให้มันรู้แล้วรู้แรดกันไป”

 

“รู้รอด” ไตติลาแก้ให้ เสียงเพื่อนสาวหัวเราะสดใสมาตามสาย ทำให้ไตติลามีรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก

 

“แล้วจะให้คนใหม่อยู่ห้องไหนล่ะ?”

 

“ฉันว่าจะย้ายไปห้องใหม่เสียเอง ตกลงกันไว้แล้วว่าเขาจะเข้าอยู่ห้องเราจะไปย้ายเขาก็น่าเกลียด”

 

“แล้วเขาจะย้ายมาเมื่อไหร่ล่ะ ? เออ แล้วให้ไปช่วยไหม?”

 

“เฮ้ยไม่ต้องหรอก ประตูแทบติดกันอยู่แล้ว คนใหม่เขาจะย้ายมาอีกวันสองวันนี้ล่ะ เดี๋ยวคืนนี้เข้าไปทำความสะอาดห้องแล้วขนของเข้าไป แป๊บเดียวคงเสร็จ”

 

“อืม ดีแล้ว เฮ้ยแก แค่นี้ก่อนนะ จอชโทรมาว่ะ” เพื่อนสาวตัดสายไปอย่างรวดเร็ว ไตติลาได้แต่สายหน้าระอาใจ สาวๆก็อย่างนี้ พอมีแฟนก็ชักจะลืมเพื่อน ตรงข้ามกับพวกผู้ชายไม่เจอเพื่อนแล้วแทบจะขาดใจตาย คิดๆไปแล้วไตติลาอาจจะโชคดี ที่อยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างทั้งสองอย่างก็เป็นได้

 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

 

            ไตติลาลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา เงี่ยหูฟังเสียงใบไม้เสียดสีกันในยามลมพัดผ่านเบาๆ  ในอกรู้สึกผิดแปลกทั้งที่ห้องใหม่นี้อยู่ห่างจากห้องเดิมแค่ผนังกั้น ไตติลาขดตัวกลมในผ้าห่มพลางขบคิด อาจเพราะเขาไม่เคยมีความทรงจำใดๆภายในห้องนี้จึงไม่รู้สึกโหยหาและระลึกถึงใครอีกคนให้ทรมานเท่าใดนัก  ไตติลาเหลือบมองนาฬิกาก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวสำหรับเช้าวันนี้ ที่รูมเมตคนใหม่จะย้ายเข้ามา

 

“ตื่นแล้วหรือ? เมื่อคืนกว่าจะนอนก็เกือบเช้านี่” วิโตลิโอ้ทักทายเมื่อไตติลาเปิดประตูออกมาจากห้องที่สุดทางเดิน

 

“อืม เมื่อคืนขอบใจนะ” ไตติลาคลี่ยิ้มบาง หากไม่ได้รูมเมตคนนี้ช่วยขนย้ายข้าวของ เห็นทีวันนี้ไตติลาคงจะเหนื่อยหนัก

 

“ไม่เป็นไร  รูมเมตคนใหม่จะมาวันนี้แล้วสินะ”

 

“ใช่ อีกสักเดี๋ยวคงมาแล้ว จะออกไปข้างนอกหรือ?” รูมเมตหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะบอกลา

 

                ภายในอพาร์ทเม้นต์เจสงบ  หลงเหลือไว้เพียงความเงียบเหงาเป็นเพื่อนใจไตติลา เขาทำกิจวัตรประจำวันพร้อมกับความรู้สึกผิดแปลกในอก  มันวิบโหวงอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเป็นสัญญาณแห่งการจบสิ้นของบางสิ่งที่ตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ในจิตใจ  ไตติลาพยายามลองหาคำอธิบายของความรู้สึกตัวเอง ทว่าอธิบายไม่ถูก เขาเฝ้ามองเงาของตนเองในกระจก  ชั่วเวลาเพียงไม่กี่เดือนทำให้คนในกระจกนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างน่าใจหาย  แววตาที่มองสบมานั้นไร้ชีวิตชีวาราวกับคนละคนกับไตติลาที่มี ‘กษิดิส’ เคียงใจ  ไตติลาละสายตาจากรูปเงาของตนทันทีเมื่อได้ยินเสียงออดจากประตูหน้าอพาร์ทเม้นต์ เจ

 

“สวัสดีครับ” คมิกยกมือไหว้ทักทายทันทีที่เขาเปิดประตูให้ไตติลายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

 

“คราวหลังไม่ต้องยกมือไหว้ก็ได้ครับ” ไตติลากล่าวยิ้มๆ

 

“แหม ผมไม่ชินน่ะครับ บางทียังยกมือไหว้ฝรั่งให้งงเล่นเลย” คมิกกล่าวแล้วหัวเราะ  พลอยทำให้ไตติลามีรอยยิ้มไปด้วย

 

“มาใหม่ๆก็อย่างนี้ คุณมิกมาเรียนหรือครับ?”

 

“อ้อ ครับพอดีได้ทุนมา”

 

“เก่งจัง”

 

“ไม่หรอกครับ พอดีเป็นสาขาที่คนไม่ค่อยเรียนเลยโชคดีหน่อย”

 

“ถ้าลองได้รับเลือกให้ได้ทุน ก็แปลว่าต้องเป็นคนเก่งอยู่ดีนะครับ” คมิกยิ้มตาหยี ท่าทางติดจะเขินอยู่ไม่น้อย

 

“ทีนี้อพาร์ทเม้นต์นี้เลยมีแต่นักเรียนเสียหมดทุกห้อง”

 

“เออ จริงสิ ดีจังที่คุณไตติลาไม่ย้ายไปไหนแล้ว” ไตติลามองหนุ่มน้อยคมิกอย่างมีคำถาม

 

“ก็ผมแทบไม่รู้จักใครเลย  คุณติลาเองก็ออกจะใจดี ผมมีอะไรจะได้ถามได้ แล้วก็ไม่เหงาด้วย” ไตติลาฟังแล้วก็หัวเราะ  คมิกดูเป็นหนุ่มน้อยไม่ประสาในความรู้สึกไตติลา

 

“คุณมิก เรารู้จักกันแค่ผิวเผิน  ต่อไปพอคุณรู้จักผมมากขึ้น คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ก็ได้” ไตติลามองชายหนุ่มอายุน้อยกว่าตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นยืนยันความคิดไตติลา หนุ่มน้อยคมิกยังไร้เดียงสานัก

 

“ไปเถอะ ผมจะช่วยขนของขึ้นมา แก้วน้ำวางบนโต๊ะกินข้าวก่อนก็ได้” คมิกยิ้มรับสดใส ก่อนจะวางแก้วพลาสติกลงบนโต๊ะ  สัญลักษณ์บนแก้วบ่งบอกว่ามาจากร้านโปรดของไตติลาเอง

 

“รู้จักร้านนี้ด้วยหรือ?”

 

“อ้อ ครับ รุ่นพี่แนะนำให้รู้จัก อร่อยดี คุณติลาก็รู้จักหรือครับ?”

 

“ร้านโปรดเชียวล่ะ” ไตติลาตอบพลางชั่งใจกับนัดหมายในคืนนี้อย่างเงียบๆ

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

 

                ไตติลาเดินข้ามฝั่งถนนมายังร้านโปรดที่แม้จะมืดค่ำอย่างไร กลับมีคนมาใช้บริการแน่นขนัดแม้จะเป็นโต๊ะนอกตัวร้าน ไตติลาอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามอง ด้วยความหวังลึกๆว่าอาจจะเจอ ‘ใคร’ บางคนที่โหยหามาตลอดอย่าง ‘กษิดิส’ ทั้งที่รู้ว่าเป็นความคิดเหลวไหลของตนเอง เสียงกระดิ่งประตูหน้าร้านเบาไปถนัดเพราะเสียงจอแจจากภายในร้านดังกลบเสียหมด  ไตติลากวาดสายตามองหาผู้นัดหมายได้ไม่ยากเย็นนัก  สมิทธิ์เด่นกว่าลูกค้าคนอื่นๆในร้าน เนื่องจากลูกค้าเกือบทั้งหมดเป็นชาวเอเชียน  ดวงหน้าคมคายอย่างครึ่งตะวันตกและตะวันออกของสมิทธิ์จึงเด่นชัดกว่าใคร ซ้ำยังนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียวในขณะที่โต๊ะอื่นๆมีผู้ร่วมโต๊ะกันทั้งนั้น บ้างพูดคุยส่งเสียงดัง บ้างเล่นไพ่สำรับที่นำติดมา

 

“ไม่ค่อยเข้าพวกนะสมิทธิ์” ไตติลาเอ่ยขึ้นเบาๆ พลางดันแว่นสายตาบนสันจมูกขึ้นเล็กน้อย  ร่างสูงใหญ่นั้นลุกขึ้นยืนต้อนรับพร้อมกับแย้มรอยยิ้มกว้างขวาง   สาวเอเชียโต๊ะใกล้เคียงซุบซิบกันพลางส่งสายตามาทางสมิทธิ์อย่างไม่ปิดบัง

 

“ผมนึกว่าติลาจะไม่มาเสียแล้ว” ไตติลาไม่ได้ตอบคำ กลับหยิบรายการอาหารเครื่องดื่มขึ้นเปิดดูทีละหน้าอย่างใจ เย็นแล้วสั่งรายการสั้นๆเมื่อพนักงานร้านออกมาต้อนรับ

 

“รับเหมือนกันครับ” ไตติลาได้ยินเสียงคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามบอก

 

                นี่เป็นครั้งแรกที่ไตติลาพิจารณาดวงหน้าของสมิทธิ์อย่างเปิดเผย ดวงหน้าคมสัน ฟันขาวสะอาด  ผิวกายเป็นสีทองอย่างคนได้อยู่กลางแจ้งบ้าง  สีผมเข้มออกประกายน้ำตาลขับเน้นดวงตาคู่โตที่มีรูปตาค่อนข้างยาว ตาคู่นั้นจ้องมองกลับมาด้วยนัยน์ตาสีฮาเซลที่ไล่เหลือบสีแปลกตา จากสีเข้มที่ขอบนอกมาเป็นสีอ่อน ณ จุดกึ่งกลาง สมิทธิ์แย้มรอยยิ้มให้อย่างขัดเขินเล็กน้อย บนแก้มนั้นปราศจากลักยิ้มใดๆ

 

“สมิทธิ์นี่...ดูไม่เหมือนคุณดิสเลยนะ” ไตติลาเปรยขึ้นเบาๆ  รสข่มปร่าอันไร้ที่มาถูกกลืนลงคอ  ไตติลาไม่รู้ว่าตัวเองคาดหวังสิ่งใดกันแน่จากชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนี้  รู้แต่เพียงผิดหวังอยู่ลึกๆ เสียงหัวเราะแหบแห้งจากสมิทธิ์ดังเข้าหู

 

“ใครๆก็พูดแบบนี้” ทั้งคู่เงียบเสียงไปนาน จนบริกรยกรายอาหารเครื่องดื่มที่สั่งมาและจากไปโดยไม่พูดอะไร

 

“วันนี้ที่เรียกออกมา เพราะอยากจะคุยกับติลา เราไม่ได้คุยกันอีกเลยนะ ตั้งแต่หลังงานศพปู่”  ไตติลาหลุบสายตาลง ทอดมองแหวนหยกแดงทั้งสองวงที่สวมไว้กับนิ้วนางข้างขวานิ่งนาน

 

“ผมได้ข่าวว่าติลากำลังมองหารถใหม่” ไตติลามองเข้าไปดวงตาของอีกฝ่ายเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาตระหนักได้ในทันทีว่าชายตรงหน้านี้กำลังต้องการลดความกระอักกระอ่วนใจตรงหน้านี้ลง

 

“ใช่ ตอนแรกว่าจะย้ายบ้าน  แต่เปลี่ยนใจเปลี่ยนรถก่อนดีกว่า” เพียงแค่มองตา ไตติลาก็รู้ทันทีว่าสมิทธิ์กำลังมีคำถามเกิดขึ้นในใจแน่นอน ไตติลานิ่งรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถามเสียก่อน

 

“ที่เดิมมีอะไรหรือ?” คนถูกถามลอบยิ้มมุมปาก เพราะการคาดการของเขาถูกต้อง

 

“อึดอัดน่ะ” ไตติลาเลือกที่จะบอกพียงเท่านี้ ใครจะเข้าใจว่า  การถูกหลอกหลอนจากความทรงจำของตัวเองนั้นเป็นอย่างไรนอกเสียจากเจ้าตัว

 

“หรือ ? แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม?”

 

“ใช่ แต่สลับไปอยู่ห้องอื่น ให้คนใหม่มาเช่าอยู่ห้องเดิมแทน”

 

“แล้วดีขึ้นไหม?”

 

“อืม”

 

 “ติลา...ยังโอเคหรือเปล่า?”  น้ำเสียงนั้นจริงจังนักแม้ว่าจะแผ่วเบา  มือแข็งแรงเอื้อมมาราวกับหมายจะเกาะกุม ทว่าไตติลากลับหยิบสำรับไพ่บนโต๊ะที่คงจะมีใครวางลืมไว้ขึ้นมาสับเล่นช้าๆ ก่อนจะพลิกไพ่ใบบนสุดขึ้นดู  และพบว่าเป็นไพ่ King

 

“ยังอยู่ดีอย่างที่เห็น”ใช่...ไตติลายังมีชีวิตอยู่ดี  แต่อยู่อย่างคนตายไปแล้วกึ่งหนึ่ง

 

“ยังอยู่ดี แต่ไม่มีความสุขใช่ไหม?” เสียงทุ้มต่ำนั้นกระซิบแผ่วเบา ไตติลาเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วเท้าแขนกับที่พัก ทำให้แหวนที่สวมอยู่กับนิ้วกระทบแสงเห็นเป็นมันเงา ไตติลาทอดมองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ

 

“สมิทธิ์เคยรักใครอย่างจริงจังหรือเปล่า?”

 

“ยังไม่เคยเจอใครที่คิดอยากจะทุ่มเทให้ขนาดนั้น” ไตติลาหัวเราะเบาๆ ไปกับข้อดีของชายตรงหน้านี้ ที่ตอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“หากสมิทธิ์เสียใครสักคนที่รักมากไป ไม่ว่าจากเป็นหรือตายจาก  จะเข้าใจได้เองว่ามัน...เจ็บ..เหมือนกับไม่มีวันจบสิ้น ทางเดียวที่จะหยุดความรู้สึกนั้นได้ คือทำใจ สมิทธิ์.....” ไตติลาบังคับให้ตัวเองคลี่ยิ้มบางๆ เทน้ำชาอุ่นๆที่มีกลิ่นหอมรวยรินลงในถ้วยชาอย่างช้าๆ ก่อนจะวางกาน้ำชาเซรามิกแสนบอบบางลงอย่างเบามือ

 

“และฉันกำลังพยายามอยู่” ไตติลากล่าวก่อนจะจิบน้ำชารสชาติขื่นขมลงคอ

 

 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒

 

               

                ไตติลาไขประอพาร์ทเมนต์เจอย่างใจลอย ความรู้สึกหลังจากแยกจากสมิทธิ์นั้นซับซ้อนจนบรรยายไม่ถูก  แต่ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดคือ ผิดหวัง....บางทีไตติลาอาจจะตั้งความหวังว่าสักวันจะพบคนที่เหมือนกับกษิดิส แต่สมิทธิ์แม้ว่าจะเป็นหลาน แต่กลับไม่มีเค้าของปู่เลยแม้แต่น้อย นี่เองอาจเป็นสาเหตุให้ไตติลารู้สึกผิดหวังนัก  ไตติลาก้าวขาอย่างเฉื่อยชาไปตามพรม กลิ่นอาหารจางๆยังลอยอ้อยอิ่งมาจากครัว ไตติลาเพียงแต่เดินไปไขประตูห้องตนเองที่อยู่สุดทางเดิน ประตูห้องติดกันอันเป็นห้องเดิมของเขาเปิดออกพร้อมกับคมิกที่เยี่ยมหน้าออกมา

 

“อ้าวคุณติลา กลับมาแล้วหรือครับ?” ไตติลาบังคับให้ตัวเองยิ้มรับ ทั้งที่รู้สึกไม่อยากสนทนากับใคร

 

“จัดของเสร็จหรือยังครับ?” ไตติลาถามอย่างพอเป็นมารยาท

 

“อ้อ ยังครับ แต่ผมให้เพื่อนมาช่วยจัดให้เดี๋ยวคงเข้าที่”  คมิกตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง

 

“อ้อดีครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ” ไตติลาตัดบทเสีย นึกไม่ชอบใจว่าเหตุใดคนตรงหน้านี้ถึงอารมณ์ดีได้ทั้งวัน ก่อนจะปิดประตูลงโดยไม่รอให้คมิกได้กล่าวอะไรอีก

 

เจ้าของห้องนั่งลงบนเตียงกองกระเป๋าของตนเองไว้ที่ปลายเท้าแล้วคลานขึ้นเตียง ภายในห้องที่เงียบสนิทนี้ ไตติลาจับเสียงรอบกายได้ชัดเจน ทั้งเสียงใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ริมหน้าตา  เสียงโทรทัศน์จากห้องติดกัน  เสียงพูดคุยหัวเราะเบาๆ  เสียงเหล่านั้น ราวกับมาจากคนละโลกกับไตติลา  มือนวลคว้าแก้วน้ำที่หัวเตียงขึ้นดื่ม แต่กลับพบว่าว่างเปล่า

 

โถงทางเดินเล็กๆในอพาร์ทเม้นต์เจมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างที่ปลายทางจากห้องครัวที่ยังเปิดอยู่  ไตติลาเหยียบย่างไปตามทางเดินปูพรมด้วยฝีเท้าเบาหวิว  ได้ยินเสียงน้ำและภาชนะกระทบกันเบาๆ  ไตติลาหยุดเดินเมื่อมาถึงปลายทางแล้วมองเข้าไปในครัว ชายคนหนึ่งกำลังล้างจาน ความสูง เสี้ยวหน้า และท่าทางนั้น กระตุกหัวใจไตติลาให้วูบหล่นและเต้นถี่รัวจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองดังก้องอยู่ในหู ชายร่างสูงสง่านั้นหันเสี้ยวหน้ามาช้าๆ ก่อนจะเอ่ย

 

 

 

 

“ติลา!??”

 

 

 

 

 

 

 

ไตติลาผวาตื่นขึ้น ในศีรษะปวดร้าวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้น นี่เป็นครั้งแรกที่ไตติลาฝันถึงกษิดิส

 

  โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
ดองไปสองอาิทิตย์ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ทั้งที่เขียนตอนนี้เสร็จนานเเล้ว ซึ่งตอนต่อไปก็มีเเนวโน้มว่าจะดองอีกอย่างไม่มีสาเหตุ( จริงๆคือถ้าอารมณ์ไม่มาก็เขียนไม่ออกน่ะค่ะ)
 
ช่วงนี้ชีวิตวกวนพายเรือในอ่าง เพิ่งรู้ว่าว่างเกินไปก็ทำให้ฟุ้งซ่านได้นะคะ เห็นเพื่อนไปเป็นซารารี่เเมนกันเเล้วก็ได้เเต่นั่งน้ำลายไหลเยิ้มอยู่บ้าน เพราะว่าทำให้ตัวเองตกงาน ตั้งใจจะรอผลเรียนต่อป.โท เราก็ชะเเง้คอรอoffer เป็นยีราฟ ก็ยังไม่มาเสียที  เฮ้อ...ให้มันได้เถ๊อะะ  ซ๊าาาา~ธุ
 
มีใครดูออกไปคะ ว่ารูปตอนนี้เป็นรูปอะไร
 
กากชา(ที่กินเหลือ)ในเเก้วน่ะค่ะ

คึคึคึคึึคึคึคึ
 
จนกว่าจะถึงตอนหน้า....  ;)
ปล.X-Men First Class หนุกมาก ผช.หล่อลาก(น้ำลายไหลอุดปากกรี๊ดกันไป) Prof.Xตอนหัวไม่ล้าน เเมกนีโตตอนผมยังไม่หงอก * 0 *)b+

edit @ 8 Jun 2011 02:07:34 by MEZZ